Site Overlay

มัสมั่น อาหารไทยที่อร่อยจนต้องยกนิ้วให้

มัสมั่น ประวัติความเป็นมาที่อยากให้คุณรู้

มัสมั่นแกงแก้วตา  หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง  แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา ยำใหญ่ใส่สารพัด วางจานจัดหลายเหลือตรา รสดีด้วยน้ำปลา ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ ตับเหล็กลวกหล่อนต้ม เจือน้ำส้มโรยพริกไทย โอชาจะหาไหน  ไม่มีเทียบเปรียบมือนาง หากใครได้ยินกาพย์นี้ คงต้องคิดถึงอาหารไทยที่ครองใจหลาย ๆ คน แน่ ๆ เลยค่ะ กับเมนูไทยที่เรียกได้ว่า มีบันทึกอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรถึงความยาวนานในด้านประวัติศาสตร์ และมีเครื่องเทศที่โดดเด่น ส่งผลทำให้เมนูนี้ ได้รับความนิยมทั่วโลกว่าเป็นอาหารไทยที่อร่อยอันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ ค่ะ

อาหารไทยชนิดนี้ แต่เดิมนั้น มีต้นตำรับเดิมมาจากอินเดีย เข้ามาอยู่ในทำเนียบอาหารไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นเวลามากกว่า  230 ปีมาแล้ว หากตามต้นตำรับเดิมนั้นจะนิยมทำด้วยเนื้อวัว ปัจจุบันจะใช้เนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งแน่นอนว่า บ้านเรานิยมใช้ไก่ค่ะ เพราะหาง่าย ราคาไม่แพง และเข้าเนื้อง่ายมาก ๆ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบอีกว่า เมนูมีจุดกำเนิดในไทยตั้งแต่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นำเข้ามาโดยแขกเจ้าเซนที่มาจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นแกงที่นิยมรับประทานในหมู่ผู้ชื่นชอบกลิ่นเครื่องเทศที่โดดเด่น และยังมีบางแหล่งข้อมูลระบุว่าไว้ ชาวไทยมุสลิมมักเรียกแกงชนิดนี้ว่า ซาละหมั่น ซึ่งในปัจจุบัน ก็พ้องเสียงมาเป็นชื่อแบบที่เราได้ยินกันนั่นแหละค่ะ ซึ่งถ้าตามออริจินัลล่ะก็ของมุสลิมจะออกรสเค็มมัน แต่ของไทยจะออกรสหวาน เพราะคนไทยภาคกลางจะรับประทานอาหารหวานนำ กินแกงกะทิมัน ๆ ค่ะ  และยังได้รางวัลด้วยนะคะจากนักชิมทั่วทุกมุมโลกที่เข้าส่ง โดยแน่นอนว่าได้ที่ 1 ของโลกจาก 50 อันดับเมนูอาหาร โดยการจัดอันดับของเว็บไซต์ cnngo.com เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2554

ไม่ใช่แต่รสชาติเผ็ดร้อน หอมมัน หวาน ที่เป็นจุดเด่นเท่านั้น แต่เครื่องเทศในแกงกะทินี้ ยังมีสรรพคุณที่ช่วยระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ให้ไหลเวียนดีขึ้น ด้วยสไตล์เครื่องเทศแบบอินเดียนี่เอง ทำให้มีรสชาติที่จัดจ้านและอร่อยเด็ดจนถึงปัจจุบัน แต่กระนั้น ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้หารับประทานยากขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เพราะแกงชนิดนี้ต้องใช้ความพิถีพิถัน ใส่ใจตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ดีมาทำเป็นพริกแกง และที่สำคัญนั้น หากต้องการรับรสชาติที่เป็นต้นตำรับล่ะก็ ต้องตำเอง เพื่อให้เครื่องเทศดึงรสชาติของตัวแกงและกะทิได้มากที่สุด และกะทิต้องคั้นเองด้วยนะคะ เพื่อความหอมหวานมัน วัตถุดิบก็เช่นกัน จำพวกผัก เช่น มันฝรั่ง หรือมันเทศก็ได้ หัวหอมใหญ่   ถั่วลิสงคั่ว ลูกกระวาน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร ช่วยขับเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนได้ และสารเพิ่มความหอมรสร้อนแรงคือ ยี่หร่าบดผง ที่ต้องเลือกสรรเอง จึงทำให้ไม่ค่อยมีคนนิยมทำรับประทาน หรือไม่ก็ซื้อเครื่องแกงสำเร็จรูปกันหมด ทำให้ได้รับรสชาติที่แท้จริงนั้น หาทานยากมากขึ้น และมีราคาที่สูงมาก แต่เทคโนโลยีก็ช่วยให้ได้ทานแกงชนิดนี้แบบต้นตำรับจากการฟรีซ การใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาช่วยค่ะ แอดมินเคยลองชิมที่ร้านอาหารไทยต้นตำรับ บอกเลยว่าแตกต่างมากจริง ๆ ค่ะ แบบต้นตำรับมีความหอมมากกว่าจริง ๆ

มัสมั่น

มัสมั่น วิธีทำง่าย ๆ มือใหม่ทำได้ไม่ยาก

หากจะให้ตำเครื่องแกงเองเกรงว่าเพื่อนๆคงไม่ได้ทานกัน วันนี้แอดมินเลยมีสูตรง่าย ๆ อร่อยไม่แพ้สูตรต้นตำรับมาให้ลองทำกันค่ะ เป็นสูตรสำหรับ 3 – 4 ท่านนะคะ ทานทั้งครอบครัวได้เลย

ส่วนผสม1.หัวกะทิ 1ถ้วย2.หางกะทิ 1ถ้วย3.พริกแกง 200กรัม4.สะโพกไก่,น่องไก่ 1กิโลกรัม5. ลูกกระวาน 10เม็ด6.น้ำปลา 1/2ถ้วย7.น้ำมะขามเปียก 1/4ถ้วย 8.น้ำตาลปี๊บ 1/2ถ้วย9.ถั่วลิสงคั่ว 1/4ถ้วย 10. มันฝรั่ง 11. หอมใหญ่ 1หัว 12. ใบหยี่หร่า 8-10ใบ

วิธีทำ    1. นำหัวกะทิลงไปเคี่ยวจนกะทิแตกมัน จากนั้นนำพริกแกงลงผัดให้หอมและตามด้วยสะโพกไก่ หรือน่องไก่ นำลงไปผัดจนสุก ด้วยไฟอ่อน ๆ

2. เติมหางกะทิลงไป ปรับไฟให้เบาแล้วเคี่ยวต่อจนสะโพกไก่เปื่อย

3. เมื่อเคี่ยวจนได้ที่ ให้ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และตาลปี๊บ ค่อย ๆ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ไม่ต้องเร่งไฟ

4. เมื่อส่วนผสมหลายเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ใส่ถั่วลิสง มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ และสุดท้ายใส่ใบหยี่หร่า เคี่ยวต่ออีก 10 – 20 นาที ให้กลิ่นหอมยั่วป้าข้างบ้าน จากนั้นปิดเตาแก๊ส เตรียมใส่ถ้วย พร้อมรับประทานได้แล้วค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับประวัติความเป็นมาของอาหารเมนูนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีประวัติยาวนานถึง 200 กว่าปี และยังเป็นเมนูที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ดีต่อระบบทางเดินหายใจ หากไม่ซดน้ำแกงกะทิจนหมดนะคะ ขอให้ทุกท่านรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย และมีสุขภาพที่ดีทุกคนค่ะ

สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ราเมน อาหารญี่ปุ่น ที่มีขายทั่วทุกมุมในไทย

เครดิต  nicopsyart.com